วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Fail to Win

 

ความล้มเหลวที่น่าจดจำนั้น อาจดีกว่า ความสำเร็จแบบธรรมดาๆเสียอีก



หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า คนที่ไม่เคยทำผิดพลาด อาจหมายถึงคนที่ไม่เคยลงมือทำอะไรซักอย่าง ในทางกลับกัน คนที่ประสบความสำเร็จระดับตำนาน อย่างเช่น วอลท์ ดิสนีย์ หรือแจ๊คหม่า มักจะเล่าเรื่องความล้มเหลวผิดพลาดให้เราฟังด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับว่ามันเป็นขั้นตอนหรือองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้ 

บางทีความล้มเหลวที่น่าจดจำนั้น อาจดีกว่า ความสำเร็จแบบธรรมดาๆเสียอีก ความสำเร็จกับความล้มเหลว เป็นสิ่งคู่กัน เหมือนกับเหรียญ 2 ด้าน ถ้าอยากสำเร็จ ก็ต้องไม่รังเกียจที่จะเจอความล้มเหลวให้มากพอ ยิ่งถ้าต้องการความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ก็ต้องตั้งเป้าหมายให้ท้าทาย ตั้งเป้าหมายให้ยากเกินกว่าจะเอื้อมถึง(แต่มีความเป็นไปได้) โดยไม่ต้องกังวลว่าจะล้มเหลวหรือไม่ ขอเพียงทำให้มั่นใจว่า เรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่พอที่จะทำให้เราได้พยายามอย่างสุดกำลังแล้ว

ความล้มเหลว อาจไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ถ้ามองดูดีดี ก็อาจเป็น โอกาสอันงดงามที่จำแลงแปลงกายมาก็ได้ เพราะมันจะทำให้เราต้องทบทวนและปรับปรุงตัวเอง มันอาจจะผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าตอนสำเร็จไปเรื่อยๆเสียอีก

สิ่งที่จะช่วยให้กล้าล้มเหลว คือแนวคิดแบบเด็กที่ สนใจใฝ่รู้ เด็กมักจะถามด้วยความไม่รู้ แต่พอโตขึ้น เรามักจะคิดว่า เรารู้แล้ว แล้วก็ไม่ถาม ไม่เรียนรู้ต่อ  ดังนั้น ควรท่องไว้เสมอว่า Stay Young and Stay Fool !

สำหรับองค์กร ถ้าต้องการส่งเสริมให้คนในองค์กร กล้าที่จะล้มเหลว เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต  อาจสร้างบรรยากาศ โดยไม่ตำหนิต่อว่ากับ “ความล้มเหลวที่มาจากเป้าหมายที่ใหญ่และความพยายามอย่างชาญฉลาดแล้ว” ของพนักงาน ในทางตรงข้าม อาจยกย่องและให้เป็นแบบอย่างต่อผู้อื่นในองค์กรด้วย และเปลี่ยนเป็นการตำหนิต่อการ “ไม่ทำอะไรเลย” หรือ “ตั้งเป้าหมายแบบง่ายๆ(ที่สำเร็จตั้งแต่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร)” แทน

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

127 Hours

 127 Hours

ได้มีโอกาสดูภาพยนตร์ เรื่อง 127 Hours โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะแค่ชื่อเรื่องก็ไม่ค่อยน่าสนใจ ไม่รู้สื่อถึงอะไร ถ้าจะเล่าเนื้อเรื่องก็ธรรมดามาก คือ เป็นเรื่องของชายหนุ่มที่ชื่อ Arron ไปเที่ยวภูเขาโดยลำพัง แล้วตกไปในซอกเขา เจอก้อนหินทับข้อมือติดอยู่ในนั้น 127 ชั่วโมง กว่าจะออกมาได้ ก็ประมาณนั้น






แต่ถ้าดูให้ดี หนังเรื่องนี้ก็ให้แง่มุมที่เป็นประโยชน์อยู่หลายประเด็นที่อยากมาเล่าต่อ 

อย่างแรกก็คือ ความพยายามในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะตะโกนร้องไปก็ไม่มีใครได้ยิน คุณ Arron จึงต้องตั้งสติและบอกตัวเองว่า “อย่าบ้าคลั่ง” แต่ต้องพยายามคิดวางแผนให้ตัวเองยังคงมีชีวิตรอดและแก้ปัญหาก้อนหินที่ทับมืออยู่ให้ได้

ใน Moment ที่ได้สติ มีแง่มุมความคิดที่น่าเอาไปใช้ คือเขามองว่า เจ้าก้อนหินก้อนนี้ มันอาจเป็นอุกาบาตจากนอกโลก ตกมาในโลกและรอเวลามาหลายพันปีแล้วเพื่อที่จะมาทับแขนของเขา และเขาก็เกิดมาเพื่อจะเจอกับสิ่งนี้  คิดได้แบบนี้ก็เกิดสติ และยอมรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้ยอมแพ้ คือพยายามหาทางแก้สถานการณ์ต่อไปอย่างมีสติมากขึ้น

อีกประเด็นหนึ่ง คือได้แง่มุม ความรู้สึกของคนใกล้ตาย ว่าจะรู้สึกอย่างไร โดยภาพยนตร์ทำให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับเขา(ซึ่งกำลังจะตาย) ได้สะท้อนตัวเองว่า จะทำอะไรก็รีบทำ เพราะยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ(เดี๋ยวจะตายเสียก่อน) หรือเราจะคิดถึงใครบ้างก่อนตาย




หลังจากพยายามทำทุกวิถีทาง ในที่สุดคุณ Arron ก็ใช้วิธี ตัดมือตัวเองให้ขาดเพื่อรักษาชีวิตไว้ และก็ออกมาจนได้  โดยได้รับการช่วยเหลือจากนักท่องเที่ยวแถวนั้นและหน่วยกู้ภัย

เป็นภาพยนต์อีกเรื่องหนึ่งที่สอนเราเรื่อง มรณานุสติ และ Problem Solving แบบดูเพลินๆแต่เข้าถึงอารมณ์ได้ดีทีเดียว


วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Why Startup fail?

 

Why Startup fail?



จากการสำรวจของ  cbinsights.com สรุปได้ว่า สาเหตุใหญ่ๆ ของ startup ที่ ไม่สามารถไปต่อได้ตามที่ฝันไว้ มี Top3 คือ

        42%   ด้านตลาด คือทำสิ่งที่ตลาดไม่ต้องการ

        29%  ด้านการเงิน เช่น เงินหมุนเวียนไม่ทัน

        23%   ด้านคน ทีมงานไม่สามารถทำงานร่วมกันได้

ดังนั้น สำหรับ ผู้ที่กำลังวางแผน คิดจะทำธุรกิจ หรือทำธุรกิจอยู่แล้วก็ตาม ก็ควรให้ความสำคัญกับ เรื่องเหล่านี้ โดย

1.ตรวจสอบอยู่เสมอว่า เราได้เลือกตลาดที่มีขนาดใหญ่พอและได้ทำสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ โดยการลองไปเป็นลูกค้าจริงๆ  หมั่นถามและสังเกตพฤติกรรมและประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าบริการของเรา ว่าเป็นอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง

2.วิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ลงทุนเกินกว่าเงินทุนที่หามาได้ และเมื่อลงมือทำจริงแล้ว ต้องติดตามข้อมูลกำไร-ขาดทุนทุกวัน ตรวจสอบข้อมูลทางการเงินที่สำคัญเป็นประจำและปรับปรุงให้เหมาะสม ได้แก่ ยอดขาย กำไร/ขาดทุน สภาพคล่อง ลูกหนี้ เจ้าหนี้ สต๊อก

3.ทีมงานต้องมีทักษะความสามารถ มีความมุ่งมั่น และต้องสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมโดยใช้ความสามารถที่แตกต่างของแต่ละคนมาเติมเต็มซึ่งกันและกันแบบประสานพลัง รวมทั้งผู้นำต้องมีทักษะในการดึงศักยภาพของทีมงานและสร้างบรรยากาศเพื่อความสำเร็จได้

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

การจัดการข้อมูลในการดำเนินธุรกิจ

ข้อมูลที่มักใช้สำหรับการดำเนินธุรกิจ แบ่งเป็นหลักๆได้ 3 ส่วน คือ 1)ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ 2)ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทำงาน และ3)ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า

การจัดการข้อมูล เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อธุรกิจ สามารถทำได้เป็น 4 ระดับ คือ
1)Descriptive เพื่อตอบคำถาม what ซึ่งเป็นขั้นพื้นฐาน
2)Diagnostic วิเคราะห์เพื่อตอบคำถาม why
3)Predictive พัฒนาไปอีกขั้น เป็นการคาดการณ์สิ่งที่อาจขึ้นขึ้นในอนาคต
4)Prescriptive ต่อยอดไปขั้นสูงคือให้คำแนะนำ ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับจัดการกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทั้ง Big Data และ AI   ต่อไป การคาดการณ์และให้ทางเลือกที่ดีที่สุดอาจกลายเป็นเรื่องปกติในการจัดการกับข้อมูลในอนาคตไปเลย

วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561


การตลาด 4.0

แนวทางการตลาดยุค 4.0 กล่าวถึง วัฏจักรการเป็นลูกค้าในขั้นตอนต่างๆ ไว้ดังนี้
1. Aware  รู้จักสินค้า
2. Appeal ชื่นชอบ
3.Ask ถามถึง หาข้อมูลเพิ่ม
4.Act ตัดสินใจซื้อ
5.Advocate ซื้อซ้ำและบอกต่อ
ซึ่งผู้ประกอบการ ควรออกแบบแนวทางตอบสนองลูกค้าในแต่ละช่วงให้เหมาะสม
ช่วงที่ 1 -2 อาจเน้นการหาทางเข้าถึงลูกค้าให้ลูกค้าได้รู้จักและชื่นชอบด้วยความสนุก แปลกใหม่ หรือกระตุ้นความรู้สึก  ช่วงที่ 3 ทำให้ลูกค้าได้รับข้อมูลสินค้าด้วยความสะดวก รวมทั้งความน่าเชื่อถือของข้อมูล เช่น การ review สินค้า  ช่วงที่ 4 สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในการซื้อสินค้า/บริการ และช่วงที่ 5 คือการสร้างระบบในการสร้างความผูกพันกับลูกค้า เช่น ระบบสมาชิก app สะสมแต้ม รวมทั้งการใช้สื่อ online ในการปฏฺิสัมพันธ์กับลูกค้า



วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

แนวคิดสำคัญ ก่อนและหลังปรับปรุงการทำงาน

โดยทั่วไป หัวหน้างาน มีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญต่อลูกน้อง 4 ประการ คือ การดูแลความปลอดภัยในการทำงาน การสร้างสัมพันธภาพในงาน การสอนงานและการปรับปรุงงาน จะเห็นว่า การปรับปรุงงานเป็นหนึ่งในหน้าที่ของหัวหน้างาน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า มีแนวคิดหรือวิธีการอะไรที่จะทำให้การปรับปรุงงานเป็นระบบ องค์กรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงและยั่งยืน แนวคิด 7 ขั้นตอนของ QCC นับได้ว่าเป็นแนวคิดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นสากล ซึ่งจะทำให้การปรับปรุงงานอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริง ใช้ความรู้ในการปรับปรุงงาน และให้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

แต่สิ่งที่อยากฝากเป็นแง่คิดมุมมองในประเด็นก่อนและหลังการปรับปรุง คือ
ก่อนปรับปรุง ขอให้มั่นใจว่างานที่เราทำอยู่นั้นมีมาตรฐานชัดเจนและผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติตามมาตรฐานนั้นครบถ้วนสม่ำเสมอ หากพบว่าไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งแรกที่ควรทำก่อนทำการปรับปรุง คือ “ทำให้คืนสู่สภาพเดิม” หรือทำให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดเสียก่อน

ในการปรับปรุงงาน เราต้องใช้ความพยายามหลายขั้นตอน เช่น 7 ขั้นตอนของ QCC เป็นต้น ซึ่งต้องใช้ทั้งข้อมูล ความรู้และความคิดสร้างสรรค์เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุงจากสภาพเดิม สิ่งที่ควรให้ความสำคัญถัดจากนั้นก็คือ “จะทำให้มั่นใจได้อย่างไรว่า หลังการปรับปรุงแล้ว ผลการปรับปรุงจะถูกกำหนดเป็นมาตรฐานใหม่โดยผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจและเต็มใจปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่อย่างครบถ้วนสม่ำเสมอ”

ประเด็นถัดไปที่ควรพิจารณาก็คือ การถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้รับจากการปรับปรุงด้วยเทคนิคการนำเสนอที่ดี ถ้ามีประสบการณ์การปรับปรุงที่ดีแต่ไม่สามารถถ่ายทอดได้ หรือถ่ายทอดได้อย่างจำกัด ก็ทำให้เสียโอกาสที่ประสบการณ์นั้นจะแพร่หลายเป็นความรู้ระดับองค์กรและเป็นต้นทุนความรู้ที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อนำไปขยายผลต่อยอดออกไปอีกในอนาคต

ประเด็นสุดท้ายที่อยากฝากไว้เป็นแง่คิด คือ ทำให้เหนือชั้นกว่าการปรับปรุงหลังเกิดปัญหาแล้ว นั่นคือทำอย่างไรให้เกิด “การป้องกันก่อนเกิดเรื่อง” โดยพนักงานส่วนใหญ่ มีส่วนร่วมในการแจ้งเตือนหรือแก้ไขสิ่งผิดปกติทันทีก่อนเกิดเรื่อง ซึ่งอาจหมายถึงการที่พนักงานทุกคนจะต้องได้รับการปลูกฝังค่านิยมในการ “ไม่เพิกเฉยต่อความผิดปกติ” และได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติในการ “ค้นหาสิ่งผิดปกติ” อย่างทั่วถึงทั้งองค์กร

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

มาตรฐานการทำงาน..จากไม่มีเป็นมี สูงสุดคือไม่มี

การทำงานที่มีหลายขั้นตอนนั้น อาจเกิดความผิดพลาดในบางขั้นตอนได้ ยิ่งมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องมากโอกาสผิดพลาดสับสนก็ยิ่งมากขึ้น ยิ่งงานที่มีความสำคัญ ไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดถึงแม้จะลงมือทำอยู่คนเดียวก็ยังอาจเกิดความผิดพลาดจากการหลงลืมหรือละเลยจุดสำคัญในบางขั้นตอนได้
การจัดการกับความกังวลนี้ หลายองค์กรจึงมักกำหนดให้มีการจัดทำมาตรฐานการทำงานขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและแสดงให้ผู้ปฏฺบัติเห็นได้อย่างชัดเจนหรือสามารถเข้าถึงได้ทุกโอกาสที่ต้องการโดยง่าย

อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น การกลับมาทบทวนมาตรฐานการทำงานก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้กระบวนการแก้ปัญหาได้ผลมากขึ้น

แต่สิ่งที่เหนือชั้นไปกว่านั้น คือการพยายามคิดค้น สร้างสรรค์โดยอาจใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เพื่อให้การทำงานไม่มีโอกาสผิดพลาดได้เลย ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น “มาตรฐานก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป”

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การซักผ้า ซึ่งมีหลายขั้นตอน แม่บ้านต้องเรียนรู้มาตรฐ่านการทำงานและลงมือทำให้ถูกต้องในแต่ละขั้นตอนเพื่อให้ได้ผ้าที่สะอาด นุ่มและมีกลิ่นหอมสดชื่น แต่ด้วยเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ จึงเกิดเครื่องซักผ้าอัตโนมัติ ทำให้เราสะดวกสบายขึ้น สามารถซักผ้าโดยไม่มีโอกาสผิดพลาดและไม่ต้องกังวลกับมาตรฐานการทำงานใดๆ เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วกดปุ่มเดียวก็พอ

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

องค์กรในเทพนิยาย

บ่อยครั้ง เมื่อปัญหาเกิดขึ้น ความเสียหายปรากฎ 
เราก็ต้องมานั่งนึกเสียดายว่า 
“ถ้ารู้เสียแต่เนิ่นๆ ก็จะดี จะได้ป้องกันปัญหาไว้ก่อน 
หรืออย่างน้อยก็ลดทอนขนาดของความเสียหายลงได้”
.
หลายองค์กรพยายามให้พนักงาน 
มองสิ่งผิดปกติให้ออก
และไม่เพิกเฉยต่อความผิดปกติเหล่านั้น 
ถึงแม้ว่าความผิดปกตินั้น
จะยังไม่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นเลยก็ตาม 
.
นอกจากนั้น ก็พยายามสร้างระบบ
ที่ทำให้ความผิดปกติปรากฎออกมา
ให้ทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจน 
จะได้ช่วยกันเข้าไปป้องกัน 
ดูแลแก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ก่อนเกิดเรื่อง
.
น่าเสียดายที่ยังมีองกรค์อีกหลายแห่ง
ที่มีแนวความคิดว่า 
ความผิดปกติเป็นเรื่องที่ต้องปิดบังไว้ 
.
ปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นปัญหา
เกิดความเสียหายขึ้น 
บางองค์กรยิ่งไปกว่านั้น 
ขนาดเกิดปัญหาความเสียหายเกิดขึ้นอย่างชัดเจน 
ก็ยังคงแนวคิดในการปกปิดปัญหาไว้
ให้ดูเหมือนว่าไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้น
.
ในกรณีนี้ หากผู้บริหารไม่รู้เท่าทัน 
หรือไม่ชอบรับฟังปัญหา 
ก็จะได้รับรายงานแต่เรื่องดีดี 
ความสมบูรณ์แบบ .
เหมือนองค์กรแห่งเทพนิยาย 
ซึ่งอาจหาไม่ได้ในโลกของความเป็นจริง 
และสูญเสีย...
ความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงขององค์กรไปในที่สุด 
เพราะไม่ได้บริหารและตัดสินใจ
บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริง

Know Why สำคัญกว่า Know How

คนงานเอาเศษใบไม้ไปทิ้งโคนต้นไม้ เพราะนายสั่งไม่ให้ทิ้งจุดเดิมซึ่งอยู่ใกล้ต้นไม้ เพราะไม่รู้ว่าสาเหตุที่นายสั่งห้าม เพราะจากการเผาเศษใบไม้ครั้งก่อน ทำให้ต้นไม้ไหม้เกรียมไปด้วย
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่คนงานไม่รู้วัตถุประสงค์ของงาน หรือ Know why ซึ่งหากเขาทราบเขาก็จะทำหน้าที่ได้ตามวัตถุประสงค์ โดยทิ้งให้ห่างจากต้นไม้ออกไปแทนที่จะไปทิ้งไว้โคนต้นไม้
บ่อยครั้งที่เราปล่อยให้ลูกน้องของเรา ค้นหาวิธีการทำงาน การปรับปรุง(Know how) โดยเขายังไม่เข้าใจชัดเจนว่า ทำไปเพื่ออะไร ทำไมต้องทำ(Know Why) หรือแม้กระทั่ง การต้องเสียเวลาเสียแรงทำนั้น ผลที่ได้มั่นคุ้มค่าหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น หากพนักงานทราบเป้าหมายชัดเจน เขาอาจจะค้นหาวิธีการใหม่ๆ สร้าง นวัตกรรม เพื่อทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม หรือด้วยวิธีที่ฉลาดกว่าเดิมก็ได้
อย่างไรก็ตาม ในระดับองค์กร การกำหนด Know why อาจต้องใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณา โดยข้อมูลนั้นต้องเป็นข้อมูลที่ ทันสมัย ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์(Dynamic)และเทียบเคียงกับองค์อื่น(Relative)
ส่วน How to อาจต้องอาศัย ข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์ ความเชี่ยวชาญ การลองผิดลองถูก หรือองค์ความรู้ที่สะสมมา แต่ ถ้าจะให้สมบูรณ์ ควรเป็น How to ประเภทที่สามารถทำซ้ำได้อีก ทำโดยใครก็ได้(ถึงไม่ใช่คนเดิม ก็ทำได้อย่างไม่ผิดพลาดในครั้งแรกที่ลงมือ) ซึ่งอาจต้องกลั่นจากประสบการณ์ตรงของผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในอดีตที่ผ่านมา

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การแก้ปัญหาแบบ QC Story

1.กำหนดหัวข้อปัญหา
   โดยพิจารณาจาก ความรุนแรง ความถี่ โอกาสเกิด
   โดยลักษณะหัวข้อคือ How what Whare เช่น ลดของเสียในสินค้าA เป็นต้น
2.สำรวจสภาพปัจจุบันและตั้งเป้าหมาย
   โดยพิจารณาว่าปัญหานี้ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญจริงๆ (โดยพิจารณาจาก ผังพาเรโต)
   ลักษณะของการตั้งเป้าหมาย ประกอบด้วยbaseline target when เช่น  ลดของเสียจากสินค้า A จาก 10%เป็น 5%ภายใน 1 เดือน เป็นต้น
3.วางแผนดำเนินการ
   ให้ครอบคลุม PDCA
4.วิเคราะห์หาสาเหตุและกำหนดมาตรการแก้ไข
   อาจเริ่มต้นจาก การระดมสมอง แล้วพัฒนาเป็นผังก้างปลา หรืออาจพัฒนาสู่ Why Why analysis
   ทำการพิสูจน์ความสัมพันธ์ของสาเหตุและผลลัพธ์ด้วยผังความสัมพันธ์
   กำหนดเป็นตารางแผนปฏิบัติ
5.การนำมาตรการแก้ไขไปปฏิบัติ
6.การติดตามผล
7.การทำเป็นมาตรฐาน
   เมื่อพิสูจน์ได้ว่าแนวทางแก้ไขปัญหาสามารถแก้ปัญหาได้จริง

12 ขั้นตอนในการปรับปรุงกระบวนการ

1.เลือกกระบวนการที่จะปรับปรุง
2.แต่งตั้งทีมงาน
3.ศึกษาสถานะปัจจุบัน
4.ปรับปรุงเบื้องต้น
5.เก็บข้อมูลพื้นฐาน
6.วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้
7.หาสาเหตุของปัญหา
8.ทำแผนการแก้ปัญหา
9.ปฏิบัติตามแผน
10.เก็บข้อมูลหลังการปรับปรุง
11.ตรวจสอบผลกระทบ
12.จัดทำเป็นมาตรฐาน